เทคนิคการฝึกซ้อมตัวเองให้เก่งขึ้น โดย ด.ร. ทายาท ศรีปลั่ง

info2560-19-5

 

การฝึกซ้อมในสิ่งที่เราเตรียมการแล้วเป็นอย่างดี สามารถเพิ่มโอกาสความสำเร็จในวันจริงได้ เช่นการเล่นละคร การจัดกิจกรรมเป็นต้น เราเรียก “การฝึกซ้อม บทบาท เสมือนจริงในวันจริง”  นั้นว่า Rehearsal คือฝึกซ้อม เพื่อเตรียมตัว ในการออกท่าทาง จังหวะ การพูดจา ล่วงหน้า

Mental Rehearsal หมายถึงการสร้างมโนภาพจนเห็นรายละเอียดของท่วงท่าตนเอง ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคือท่วงท่าและการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในวันจริง ปัจจุบันนี้นักกีฬาใช้เทคนิคการฝึกซ้อมร่างกาย การฝึกซ้อมจังหวะ ท่วงท่าประกอบกับ Mental Rehearsal จนพบว่านักกีฬาที่ได้รับชัยชนะทุกคนจะใช้เทคนิคนี้ คือการใช้ การฝึกซ้อมท่วงท่าและการฝึก Mental Rehearsal ควบคู่กัน ส่วนการฝึกซ้อมท่วงท่านี้บางที่เราก็ใช้ศัพย์ว่า Dry Run

บทความวิชาการชื่อ “The Neuroscience of Madonna’s Enduring Success.” ในวารสารจิตวิทยา Psychology Today ในปี ค.ศ. 2013 กล่าวถึง การที่ Madonna เน้นการฝึกซ้อมแบบ Dry Run ควบคู่ไปกับการใช้ Mental Rehearsal และเธอจะลงรายละเอียดได้มากจนคล้ายวันจริง ก่อนการแสดงสดทุกครั้ง ในปลายปี ค.ศ. 2013 ก็มี บทความวิชาการชื่อ “The Mysterious Neuroscience of Learning an Automatic Skill” ในวารสารจิตวิทยา Psychology Today ที่กล่าวถึงการฝึกซ้อมของนักกีฬา ทีอาศัยกายภาพและมโนภาพ จนเกิดพฤติกรรมอัตโนมัติในวันแสดงจริง พฤติกรรมอัตโนมัติคือพฤติกรรมที่เกิดเป็นธรรมชาติ โดยเราไม่ต้องนึก หรือที่คุ้นกันคือ Unconscious คือพฤติกรรมเกิดขึ้นโดยเราไม่รู้ตัวหรือแทบไม่รู้ตัวเอง

สังคมการทำงานก็มีการนำเอาการฝึกซ้อมมาใช้เช่นกัน โดยกล่าวกันว่า การฝึกซ้อมเป็นการนำเอาประสบการณ์การทำงานที่เก็บไว้ในความจำ ความจำระยะยาวและความจำระยะสั้นได้แก่ ความจำอาศัยเหตุการณ์ (episodic memory) และความจำเชิงกระบวนวิธี (procedural memory) มาประกอบกับโจทย์ใหม่ และการฝึกซ้อมเป็นประมวลประสบการณ์และข้อมูลจากโจทย์ใหม่เข้าด้วยกัน ในระหว่างการฝึกซ้อมเสมือนจริงนั้น สมองทำการบันทึกข้อมูลจากการเห็น การได้เย็นและอารมณ์ไว้ เมื่อถึงวันจริง ข้อมูลที่ประมวลไว้แล้วจะถูกนำมาใช้ได้โดยทันที

บางคนสามารถ ยกระดับการเตรียมตัวพร้อมล่วงหน้า ในการแสดงท่าทาง ในภาพที่ตนพัฒนามโนภาพไว้ ความสามารถของสมองนี้เรียกว่า episodic future thinking ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของมนุษย์ในการกำหนดเห็นภาพตนเองในอนาคต คนที่จะทำได้ดีจะต้องมีประสบการณ์ในการทำงานจริงนั้นมาก่อน เพราะสมองจะดึงข้อมมูลในอดีตจากความจำระยะยาวมาบูรณาการกับข้อมูลใหม่ จนเกิดเป็นภาพของอนาคตโดยมีสถานณ์ที่คาดว่าจะเป็นจริงเกิดขึ้นในมโนทัศน์

จากประสบการณ์ของผู้เขียน การใช้ episodic future thinking ก็ต้องทำให้เหมาะกันตัวเอง เพราะคนที่ขาดประสบการณ์ จะทำได้ยากกว่า กลุ่มมือใหม่ควรดูภาพจาก คลิป ที่คาดว่าจะมีเหตุการณ์คล้ายกับงานจริง เพื่อสมองจะได้บันทึกภาพและเสียง พร้อมถึงขั้นตอนที่ควรจะเป็นไว้ ผู้เขียนจึงแนะนำว่า เราจึงต้อง “เริ่มทำ” โดยใช้เทคนิคดังกล่าวนี้ เพื่อให้เรารู้จักตนเอง และสร้างความก้าวหน้าให้ชีวิตของเรา

 

 

โดย ดร. ทายาท  ศรีปลั่ง กรรมการผู้จัดการบริษัท เดอะไนล์ คอนซัลติ้ง จำกัด

 



Leave a Reply