เมื่อบริษัท ใกล้สิ้นคนดี (ตอนที่ 1) กลยุทธ์สุดฮิต ปลดล็อกถดถอยโดย ดร. ทายาท ศรีปลั่ง

Sinfo10-01

 

 กลยุทธ์สุดฮิต ปลดล็อกถดถอย

ผมขอเริ่มจากภาพในมุมกว้างก่อน กลยุทธ์หลักๆ ที่องค์การจะนำมาใช้ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยคือการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ประการต่อมาคือการเพิ่มประสิทธิภาพและประการสุดท้ายคือการสร้างรายได้ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ระยะสั้นที่ใช้รักษาระดับอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จากการสำรวจที่ผ่านมาพอสรุปได้ว่า 20% ของผู้บริหารเลือกที่จะดำเนินการปรับปรุงคุณภาพการผลิตและการบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รองลงมา 17.9% คือการนำระบบ Supply Chain Management มาปรับใช้ภายในองค์การ และอีก 12% ใช้การปรับโครงสร้างองค์การเป็นทางเลือก ตามลำดับ

 

คุณภาพคน ปัญหาหนักอก

ปัญหาด้านบุคลากร ดูจะเป็นปัญหาหนักอกเลยทีเดียวคือ 25% มองว่าจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ไม่มีคุณภาพพอ รองลงมา 16.8% มองว่าพนักงานในปัจจุบันยังขาดทักษะที่จำเป็นในการคิดและทำงาน ขณะเดียวกันอีก 15.6% ยังพบว่าทักษะความเป็นผู้นำและความคิดริเริ่มของพนักงานยังเป็นปัญหาอยู่ ส่วนลำดับที่ 4 ทางผู้บริหาร อีก 14.2% มองว่าเด็กที่จบมาใหม่มีคุณภาพและ ศักยภาพต่ำกว่ามาตรฐาน และอีก 11.6% พบว่าพนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบันมีระดับความผูกพันธ์กับองค์กร ในการทำงานให้ตรงตามเป้าหมายต่ำลง ส่วนอีก 5.5% เห็นว่ามีการเรียกร้องเงินเดือนสูงเกินจำเป็น โดยไม่มีเหตุผล

 

ทักษะสำคัญ ผ่าฟันวิกฤติ

เมื่อพูดทักษะที่จำเป็นที่สามารถช่วยให้องค์การฝ่าวิกฤติไปได้พบว่า 16.2% อยากให้องค์กรพัฒนาเรื่อง ทีมเวิร์ค การทำงานเป็นทีมและการประสานงานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานข้ามส่วนงานกันได้ รองลงมา 12.4% เห็นความสำคัญของการใส่ใจให้บริการกับลูกค้า ส่วนความสามารถในการมองหาโอกาสจากวิกฤติ คิดเป็น 10.5% เท่ากับความสามารถในการแก้ปัญหา และอีก 9.8% อยากให้พนักงานมีความสามารถริเริ่มและคิดนวัตกรรมใหม่ๆ

 

หาคนคุณภาพ หรือต้องงมเข็มในมหาสมุทร

จากผลสำรวจความคิดเห็นข้างต้น จะเห็นได้ว่าทักษะสำคัญที่ช่วยฝ่าวิกฤติ ซึ่งผู้บริหารอยากให้พนักงานมี อาจจะเป็นทักษะที่หายากสักหน่อย จุดสำคัญจึงต้องมองที่เรื่องการปรับปรุงตั้งแต่ตัวบุคลากร ซึ่งฝ่ายบุคคลต้องให้ความสำคัญกับการค้นหาและพัฒนาเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

การสำรวจกับนิสิตนักศึกษาที่กำลังจะจบหรือพนักงานใหม่ที่จบมาไม่เกิน 1 ปี ในกลุ่มมหาวิทยาลัยของรัฐบาลชั้นนำ 4 มหาวิทยาลัย และคณะต่างๆ ที่ดีที่สุด 3 คณะแรกของแต่ละมหาวิทยาลัย พบว่านิสิตนักศึกษา 88% ต้องการให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวมากขึ้น โดยที่พวกเขาต้องการสร้างความสัมพันธ์ของสังคมในกลุ่มของพวกเขาค่อนข้างมาก ความต้องการต่อมา 87% อยากที่จะทำงานอยู่ที่บ้านและไม่ต้องไปที่ทำงานที่บริษัท จะทำให้มีความสะดวกในชีวิตมากขึ้น อีก 79% อยากทำงานร่วมกันเป็นทีมที่มีความชอบเหมือนกับตน

ความคิดเหล่านี้ดูจะต่างจากสิ่งที่องค์การต้องการ เพราะองค์การส่วนใหญ่ยังอยากให้พนักงานมาทำงานเป็นเวลาและในสถานที่ที่ชัดเจน ดังนั้น ในเรื่องของ Telework คงจะเป็นเรื่องที่ทำได้เฉพาะบางสายงานและบางคน หรือถ้าจะทำแบบนี้ได้ก็ต่อเมื่อพนักงานเหล่านั้นทำงานมากับบริษัทนั้นมาระยะหนึ่งแล้วจนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันมาก

อีกตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจคือ 67% ของนิสิตนักศึกษากลุ่มนี้อยากทำงานไม่เกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และอีก 22% จะไม่ทำงานเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งรวมแล้วสูงถึง 89% ที่จะไม่ยอมทำงานเกินกว่า ชั่วโมงมาตรฐาน และไม่ทำงานเกินกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ คือทำงานวันละ 9-10 ชั่วโมงก็ถือว่ามากแล้ว และมีเพียง 1% ที่ยอมทำงานเกิน 60 ชั่วโมงสัปดาห์ ซึ่งที่เหลือบอกว่าจะพยายามจะทำงานให้ได้เกิน 50-60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 

 

โดย ดร. ทายาท  ศรีปลั่ง



Leave a Reply